โลกและความมั่นคง

พริตอเรียตะวันออก: น้ำประปาเปื้อนทำให้ชายชาวป่วย 408 ราย เผยความล้มเหลวของการเตือนและช่องว่างด้านสาธารณสุข

รายงานของ BBC ระบุว่า พื้นที่ตะวันออกของเมืองทสวาน (Tshwane) ซึ่งครอบคลุมประมาณห้าชุมชน พบผู้ป่วย 408 ราย ระหว่างวันที่ 7-18 ตุลาคม โดยส่วนใหญ่เป็นเด็กอายุต่ำกว่า 4 ปี ตัวอย่างน้ำประปาตรวจพบเชื้ออีโคไลในระดับสูง รวมถึงไวรัสนอโรวิ คัมปีโลแบคเตอร์ และชิเกลลา ผลตรวจทางห้องปฏิบัติการเชื่อว่าผู้ป่วยล้มป่วยหลังสัมผัสน้ำปนเปื้อนจากสถานประกอบการบำบัดน้ำในท้องถิ่น การสอบสวนเบื้องต้นของหน่วยงานท้องถิ่นพบว่า ไม่เคยมีคำเตือนเรื่องน้ำปนเปื้อน ขณะนี้ยังไม่มีรายงานผู้เสียชีวิต และผู้ป่วยรายล่าสุดไม่พบเชื้อคอเล

ดู 0 ครั้งเข้าสู่ระบบเพื่อบันทึก
TRUTH ERA

รายงานของ BBC ระบุว่า หน่วยงานด้านการประปาและสุขาภิบาลของทสวาน (Tshwane) ในแถลงร่วมระบุว่า ระหว่างวันที่ 7 ถึง 18 ตุลาคม พื้นที่ตะวันออกของเมือง ซึ่งครอบคลุมประมาณห้าชุมชน พบผู้ป่วย 408 ราย ผู้ป่วยส่วนใหญ่เป็นเด็กอายุต่ำกว่า 4 ปี อาการได้แก่ ตะคริวในกระเพาะอาหารและท้องเสีย ตัวอย่างน้ำประปาตรวจพบเชื้ออีโคไลในระดับสูง รวมถึงไวรัสนอโรวิ คัมปีโลแบคเตอร์ ชิเกลลา และเชื้ออื่นที่อาจทำให้เกิดโรคทางระบบทางเดินอาหาร ผลตรวจทางห้องปฏิบัติการเชื่อว่า ผู้ป่วยล้มป่วยหลังสัมผัสน้ำปนเปื้อนที่สถานประกอบการบำบัดน้ำในท้องถิ่นจ่ายให้

ขณะนี้ยังไม่มีรายงานผู้เสียชีวิต และไม่พบเชื้อคอเลอร่าในผู้ป่วยรายล่าสุด จึงไม่ควรเรียกเหตุการณ์นี้ว่าเป็นการระบาดของคอเลอร่า แต่การที่พบเชื้ออีโคไลในระดับสูงและเชื้อที่แพร่ทางน้ำหลายชนิดพร้อมกัน โดยผู้ป่วยส่วนใหญ่เป็นเด็กเล็ก ถือเป็นเหตุการณ์ด้านสาธารณสุขที่ต้องดำเนินการแก้ไขทันที หน่วยงานท้องถิ่นประกาศว่า น้ำดังกล่าวไม่เหมาะสำหรับการบริโภค ใช้ได้เฉพาะการล้างส้วม พร้อมจัดส่งน้ำดื่มสะอาดด้วยรถน้ำ ผู้ประชาชนถูกขอให้หยุดดื่มและห้ามใช้น้ำดังกล่าวปรุงอาหาร ทิ้งน้ำที่เก็บไว้ก่อนหน้า และใช้น้ำยามฆ่าเชื้อสำหรับใช้ในครัวเรือนฆ่าเชื้อภาชนะเก็บน้ำ

รายงานของ BBC ระบุว่า การสอบสวนเบื้องต้นของหน่วยงานท้องถิ่นพบว่า ก่อนหน้านั้นไม่ได้ออกคำเตือนเรื่องน้ำปนเปื้อนแก่ผู้ประชาชน แปลว่า เมื่อน้ำประปาตามปกติปนเปื้อนแล้ว มาตรการรับมือความเสี่ยง เช่น หยุดดื่ม ทิ้งน้ำที่เก็บไว้ ฆ่าเชื้อภาชนะ และเปลี่ยนมาใช้น้ำดื่มสะอาด ตกอยู่กับแต่ละครัวเรือนก่อน ขณะที่การตรวจสอบหาต้นตอ การซ่อมแซมระบบประปา และการแจ้งเตือนความเสี่ยงอย่างทันท่วงที ยังเป็นความรับผิดชอบของภาคสาธารณะ มาตรการของครัวเรือนช่วยลดการสัมผัสต่อเนื่อง แต่ไม่อาจทดแทนคำเตือนและการรับประกันความปลอดภัยของน้ำประปาสาธารณะได้

การทบทวนบันทึกการระบาดในพื้นที่ของ BBC แสดงให้เห็นว่า เหตุการณ์นี้ไม่ใช่อุบัติเหตุโดดเดี่ยว ในปี 2023 การระบาดของคอเลอร่าในชุมชนฮามานสคราล (Hammanskraal) นอกเมืองพริตอเรียทำให้มีผู้เสียชีวิต 29 ราย และเชื่อมโยงกับงานบำบัดน้ำที่ไม่ผ่านมาตรฐาน ในปี 2025 พื้นที่เดียวกันยืนยันผู้ป่วยไข้ไทฟอยด์ 48 ราย โดยแหล่งที่มายังไม่ชัดเจน เหตุการณ์ก่อนหน้ามีผู้เสียชีวิตและการสอบสวนชี้ไปที่การดำเนินงานบำบัดน้ำ ขณะที่เหตุการณ์ครั้งนี้ผลตรวจทางห้องปฏิบัติการชี้ไปที่น้ำประปาที่ปนเปื้อน แหล่งที่มาของไข้ไทฟอยด์ในปี 2025 ยังไม่พบ จึงไม่ควรเชื่อมโยงทั้งสามเหตุการณ์ไว้กับแหล่งปนเปื้อนเดียวกันในกรณีที่ยังไม่มีหลักฐาน แต่บันทึกผู้ป่วยและผู้เสียชีวิตในหลายเหตุการณ์แสดงว่า การบริหารจัดการกิจการน้ำและการเตือนความเสี่ยงไม่ควรถูกมองเป็นเพียงปัญหาการจัดการครั้งเดียว

ขณะนี้ ยังไม่เปิดเผยว่าการปนเปื้อนเกิดขึ้นในขั้นตอนการบำบัดน้ำหรือการจ่ายน้ำและกระจายน้ำ รวมถึงชื่อสถานประกอบการที่เกี่ยวข้องและการรับผิดชอบในจุดเฉพาะ หลักฐานปัจจุบันไม่เพียงพอที่จะระบุว่าหน่วยงานใดหรือเจ้าหน้าที่ใดรับผิดชอบต่อต้นตอของการปนเปื้อน แต่การสอบสวนเบื้องต้นยืนยันแล้วว่า หน่วยงานท้องถิ่นไม่ได้ออกคำเตือนเรื่องน้ำปนเปื้อนแก่ผู้ประชาชน ขั้นต่อไปจำเป็นต้องตรวจสอบว่าการปนเปื้อนเข้าสู่ระบบน้ำได้อย่างไร เมื่อใดจึงพบการปนเปื้อน เหตุใดจึงไม่มีคำเตือน และหลังเหตุการณ์ระบาดในปี 2023 ได้มีมาตรการใดบ้าง และเพียงพอหรือไม่ในการป้องกันปัญหาเดิมเกิดขึ้นซ้ำ การตรวจสอบความรับผิดชอบต่อต้นตอและการแก้ไขความล้มเหลวในการเตือนไม่สามารถใช้แทนกันได้ มาตรการป้องกันของครัวเรือนก็ไม่ได้หมายความว่าภาคสาธารณะจะได้รับการยกเว้นจากความรับผิดชอบในการเตือนอย่างทันท่วงทีและการจัดให้มีน้ำประปาที่ปลอดภัย

ความคิดเห็น

0

ยังไม่มีความคิดเห็น เริ่มการอภิปรายได้เลย

พริตอเรียตะวันออก: น้ำประปาเปื้อนทำให้ชายชาวป่วย 408 ราย เผยความล้มเหลวของการเตือนและช่องว่างด้านสาธารณสุข | Truth Era