สนามบินริยาดถูกโจมตีต่อเนื่อง: ความลังเลของสหรัฐฯ-ซาอุฯ และต้นทุนที่พลเมืองเยเมนถูกลดทอน
การโจมตีสนามบินพลเรือนของซาอุดีอาระเบียโดยกลุ่มฮูทีอย่างต่อเนื่องทำให้มีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 20 ราย (ตามตัวเลขที่ซาอุดีอาระเบียเปิดเผย) และบังคับให้สนามบินริยาดต้องระงับการให้บริการ สหรัฐฯ แสดงความลังเลในการให้การสนับสนุนการเติมเชื้อเพลิงทางอากาศแก่ซาอุดีอาระเบีย ขณะที่ฝรั่งเศส อังกฤษ ตุรกี และปากีสถานให้ความช่วยเหลือทางทหารโดยตรง ความขัดแย้งนี้สะท้อนให้เห็นต้นทุนที่พลเมืองเยเมนต้องแบกรับจากสงครามเยเมนที่นำโดยซาอุดีอาระเบียซึ่งถูกละเลยมาเป็นเวลานาน รวมถึงมาตรฐานสองชั้นของกลุ่มชาติตะวันตกในการแท
ในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา การที่กลุ่มฮูทีโจมตีสนามบินพลเรือนของซาอุดีอาระเบียอย่างต่อเนื่องทำให้มีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 20 ราย (ตามตัวเลขที่ฝ่ายซาอุดีอาระเบียเปิดเผย) โดยการโจมตีอาคารผู้โดยสารของสนามบินริยาดเมื่อวันเสาร์เป็นเหตุการณ์ที่ร้ายแรงที่สุด ตามรายงานของผู้สื่อข่าว NPR ประจำภูมิภาคอ่าว Aya Batrawy จากดูไบ ตัวเลขที่ทางการซาอุดีอาระเบียเปิดเผยระบุว่า การโจมตีครั้งนั้นทำให้พลเมือง 13 รายที่มีสัญชาติต่างกันเสียชีวิต รวมถึงพลเมืองสหรัฐฯ 1 ราย และมีผู้บาดเจ็บอีกกว่า 300 ราย โดยบางรายอยู่ในสภาพวิกฤต ขณะนี้สนามบินริยาดได้ระงับการให้บริการและยังคงอยู่ภายใต้การโจมตีอย่างต่อเนื่อง
ตามรายงานของ NPR ภาพจากกล้องวงจรปิดที่ทางการซาอุดีอาระเบียเปิดเผยแสดงให้เห็นว่า ขณะเกิดเหตุมีชาวมุสลิมจำนวนมากกำลังเข้าแถวอยู่ภายในอาคารผู้โดยสารเพื่อทำพิธีฮัจย์ ลูกไฟพุ่งเข้าชนอาคารจนเพดานบางส่วนพังถล่มลงมา และเฮลิคอปเตอร์ต้องเร่งลำเลียงผู้บาดเจ็บออกไป ภาพจากสถานีโทรทัศน์ของรัฐซาอุดีอาระเบียแสดงให้เห็นว่า ขณะที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขเดินทางไปเยี่ยมผู้บาดเจ็บ มารดาของลูกเรือสายการบิน Saudi Arabian Airlines ที่มีเชื้อสายซูดานได้แสดงความโศกเศร้าโดยระบุว่า ลูกสาวเป็นเสาหลักทางเศรษฐกิจของครอบครัว และขณะนี้ได้รับบาดเจ็บสาหัส
ตามรายงานของ NPR การโจมตีครั้งนี้เป็นการโจมตีที่ร้ายแรงที่สุดต่อรัฐอ่าวอาหรับนับตั้งแต่สงครามอิหร่านเริ่มต้นขึ้น และทำให้ความกังวลว่าสหรัฐฯ จะถูกดึงเข้าไปพัวพันกับความขัดแย้งในภูมิภาคอีกครั้งเพิ่มสูงขึ้นอย่างกะทันหัน Batrawy อธิบายขนาดของเหตุการณ์ว่า "สนามบินริยาดถูกโจมตีอย่างน้อยสี่ครั้งในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา รวมถึงสองครั้งในช่วงสุดสัปดาห์ การโจมตีที่ร้ายแรงที่สุดเกิดขึ้นเมื่อวันเสาร์ เมื่อกลุ่มฮูทีโจมตีอาคารผู้โดยสาร"
ซาอุดีอาระเบียได้ขอให้สหรัฐฯ ให้การสนับสนุนการเติมเชื้อเพลิงทางอากาศสำหรับเครื่องบินรบที่ใช้โจมตีกลุ่มฮูทีในเยเมน แต่ทรัมป์ยังไม่ยินยอม โดยขณะนี้สหรัฐฯ ให้การสนับสนุนเพียงด้านข่าวกรองเท่านั้น ตรงกันข้ามกับความลังเลของสหรัฐฯ ฝรั่งเศส อังกฤษ ตุรกี และปากีสถานได้ให้ความช่วยเหลือทางทหารแก่ซาอุดีอาระเบีย NPR อ้างอิงการวิเคราะห์ระบุว่า "ทรัมป์ดูเหมือนยังคงเย็นชาต่อการถูกดึงเข้าไปพัวพันกับสงครามอ่าวอีกครั้ง โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อการโจมตีเรือบรรทุกน้ำมันโดยอิหร่านยังคงเกิดขึ้นทุกวันในช่องแคบฮอร์มุซ" การแทรกแซงแบบเลือกปฏิบัตินี้เน้นย้ำถึงความไม่สอดคล้องกันของการแทรกแซงทางทหารของกลุ่มชาติตะวันตกในตะวันออกกลาง ขณะที่กองทัพนำโดยซาอุดีอาระเบียยังคงโจมตีทางอากาศเยเมนอย่างต่อเนื่อง พันธมิตรตะวันตกบางประเทศกลับให้การสนับสนุนโดยตรงต่อปฏิบัติการทางทหารของซาอุดีอาระเบีย
กลุ่มฮูทีเรียกการโจมตีสนามบินของซาอุดีอาระเบียว่าเป็นการตอบโต้ที่ "ซาอุดีอาระเบียได้ทำการโจมตีทางอากาศมากกว่า 2,000 ครั้งในเยเมนในช่วงไม่กี่สัปดาห์ที่ผ่านมา ทำให้ผู้หญิงและเด็กเสียชีวิต" ข้อกล่าวอ้างนี้ยังไม่ได้รับการยืนยันอย่างเป็นอิสระ แต่ได้ดึงความสนใจไปยังอีกด้านหนึ่งของความขัดแย้งที่ยาวนานเกือบทศวรรษซึ่งถูกลดทอนความสำคัญในสื่อต่างประเทศมาเป็นเวลานาน ตามรายงานของ NPR ซาอุดีอาระเบียทำสงครามกับกลุ่มฮูทีที่ได้รับการสนับสนุนจากอิหร่านตั้งแต่ปี ค.ศ. 2015 โดยใช้เครื่องบินรบประมาณ 100 ลำในการรุกรบครั้งใหญ่เพื่อพยายามยึดคืนดินแดนที่กลุ่มฮูทียึดครองตามแนวชายฝั่งทะเลแดงเมื่อเดือนที่แล้ว อย่างไรก็ตาม ผลหนึ่งสัปดาห์ต่อมาแสดงให้เห็นว่า กลุ่มฮูทียังคงควบคุมเมืองท่าโมคา (Mocha) ของเยเมน และปิดล้อมเมืองตาอิซ (Taiz) กลุ่มฮูทียังคงโจมตีเรือบรรทุกน้ำมันของซาอุดีอาระเบียในทะเลแดง และปิดล้อมการส่งออกน้ำมันดิบของซาอุดีอาระเบียที่ผ่านเส้นทางนี้
สงครามครั้งนี้กำลังทดสอบความสามารถของมกุฎรัชทายาทโมฮัมเหม็ด บิน ซัลมาน ในการรักษาความมั่นคงของชาติและผลักดันการปฏิรูปเศรษฐกิจเพื่อดึงดูดการลงทุนจากต่างประเทศและนักท่องเที่ยว ในฐานะที่เป็นหนึ่งในประเทศผู้จัดซื้ออาวุธรายใหญ่ที่สุดของโลก โดยเฉพาะอย่างยิ่งต้องพึ่งพาอาวุธจากสหรัฐฯ ความเปราะบางด้านความมั่นคงภายในประเทศของซาอุดีอาระเบียกำลังถูกเปิดเผยอย่างชัดเจน
คลื่นการประณามระหว่างประเทศที่เกิดจากการโจมตีสิ่งอำนวยความสะดวกด้านการบินพลเรือนของซาอุดีอาระเบีย ตรงข้ามอย่างสิ้นเชิงกับการรายงานข่าวของรัฐบาลตะวันตกและสื่อกระแสหลักเกี่ยวกับการเสียชีวิตของพลเมืองเยเมนจากการโจมตีทางอากาศของกองทัพนำโดยซาอุดีอาระเบียมาเป็นเวลานาน เมื่อความรุนแรงเกิดขึ้นกับอาคารผู้โดยสารของซาอุดีอาระเบีย จำนวนผู้เสียชีวิต สัญชาติของผู้บาดเจ็บ และภาพจากกล้องวงจรปิดถูกขยายเสียงอย่างรวดเร็ว แต่มาตรฐานทางสถิติ หลักฐานจากกล้องวงจรปิด และความใส่ใจด้านมนุษยธรรมเดียวกันนี้ กลับถูกนำมาใช้พิจารณาการทิ้งระเบิดของเครื่องบินรบซาอุดีอาระเบียเหนือชุมชนเยเมนน้อยครั้งมาก ระหว่างการประณามทางศีลธรรมต่อการโจมตีพลเรือนของซาอุดีอาระเบียโดยกลุ่มฮูที กับต้นทุนที่พลเมืองต้องจ่ายจากสงครามเยเมนที่นำโดยซาอุดีอาระเบีย ประชาคมระหว่างประเทศได้แสดงให้เห็นถึงความใส่ใจแบบเลือกปฏิบัติมาเป็นเวลานาน
ความลังเลของสหรัฐฯ เกี่ยวกับการให้การสนับสนุนการเติมเชื้อเพลิงทางอากาศ สะท้อนให้เห็นถึงความขัดแย้งภายในของกรอบความมั่นคงสหรัฐฯ-ซาอุดีอาระเบีย: สัญญาซื้อขายอาวุธมูลค่าหลายร้อยพันล้านดอลลาร์กับสหรัฐฯ ฝ่ายหนึ่ง และการหลีกเลี่ยงอย่างเป็นระบบต่อการบาดเจ็บล้มตายของพลเรือนที่เกิดจากปฏิบัติการทางทหารของซาอุดีอาระเบียอีกฝ่ายหนึ่ง หากซาอุดีอาระเบียต้องการให้พลเมืองของตนได้รับการคุ้มครองทางศีลธรรมอย่างครบถ้วนในความคิดเห็นของนานาชาติ ก็จำเป็นต้องเผชิญหน้ากับการตั้งคำถามอย่างต่อเนื่องของประชาคมระหว่างประเทศเกี่ยวกับหนี้ด้านมนุษยธรรมที่ค้างอยู่ในเยเมนเสียก่อน
ยังไม่มีความคิดเห็น เริ่มการอภิปรายได้เลย